(ถาวร จิตฺตถาวโร)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
ประธานอุปถัมภ์อำนวยการโครงการเมืองสหกรณ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
****
สถานะเดิม ชื่อ ถาวร วงศ์มาลัย
ถือกำเนิด วันอังคาร ที่ ๔ มีนาคม ๒๔๙๕ ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๔ ปีมะโรง ที่บ้านโนนศิลาเลิง ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย (ปัจจุบัน กิ่ง อ. ฆ้องชัย) จังหวัดกาฬสินธุ์ บิดา นายโส นาชัยเพชร มารดา นางศรีทา นาชัยเพชร
นางศรีทา นาชัยเพชร ก็จากลูกน้อยไปโดยไม่มีวันกลับ เพราะได้เสียชีวิตลงเนื่องจากการคลอดบุตรในวันนั้น
กำพร้าพ่อ ด้วยความเศร้าโศกเสียใจที่ภรรยาตายจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน พ่อโส ซึ่งก็คงจะรู้สึกอัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะเลี้ยงลูกน้อยได้อย่างไร จึงได้ออกปากว่า ใครจะเอาเด็กไปเลี้ยงก็เอาไปเถิด
ทั้งสองสามีภรรยานี้ ในตอนนั้นใช่ว่าจะยังคงอยู่ในวัยผัวหนุ่มเมียสาวก็หาไม่ ที่แท้แล้ว ท่านทั้งสองได้ผ่านการครองเรือนมานาน จนมีลูก ถึง ๘ คน และลูกสาวคนโตก็แต่งงานไปแล้วด้วย
เพราะอายุขัยผ่านวัยกลางคนไปแล้ว แม่พั้วจึงมีปัญหาเวลาลูกน้อยบุญธรรมร้องไห้หิวนม คือทุกทีที่ให้ลูกน้อยดื่มนม น้ำที่หลั่งจากอกนั้น เป็นเพียง น้ำใส ๆ ธรรมดา ไม่มีคุณค่าทางอาหารให้ลูกน้อยได้ดื่มกิน
นางตีบ ภูกองสังข์ ลูกสาวคนโตของแม่พั้ว ซึ่งกำลังเป็นแม่ลูกอ่อนอยู่พอดี ต้องมาทำหน้าที่ แม่บุญธรรม คนที่ ๒ และเท่ากับเป็นแม่คนที่ ๓ อีก คน โดยเป็นผู้ให้ดื่มกินนมจากเต้าของตนเอง
ปฐมวัย เมื่ออายุได้ ๘ ขวบ ถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน เด็กชายถาวร วงศ์มาลัย ได้เข้าเรียนหนังสือที่ โรงเรียนโนนศิลาราษฎร์ผดุง (โรงเรียนโนนศิลาสว่างวิทย์ ในปัจจุบัน) การเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากครูผู้สอน เพราะมีนิสัยดี อ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพเรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย เคารพเชื่อฟัง
ความที่เป็นเด็กพูดเก่ง มีลักษณะเป็นผู้นำ เสียสละอดทน มีน้ำใจอัธยาศัยที่ดีต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนสม่ำเสมอ จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้นทุกปี เรียกว่า ฉายแววผู้นำ ตั้งแต่ในวัยเด็ก และเรียนจบชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๔ ที่นี่
ชอบการต่อสู้ วิถีชีวิตเด็กชาวบ้านทั้งหลายในชนบท นอกจากกิน เล่น และช่วยงานบ้านแล้ว งานอื่น เช่น งานหาปูปลา ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นต้น พวกเด็กชนบทยังต้องช่วยหาช่วยทำอีกด้วย แต่งานหลังนี้ปรากฏว่า เด็กชายถาวรกลับทำบาปทำกรรมกับเขาไม่ขึ้น เพราะออกหาปูปลาทีไร ก็หาไม่ได้เหมือนใครอื่นเขาทุกทีไป
สิ่งที่ชอบและถูกอัธยาศัย กลายเป็น การต่อสู้ เมื่อไรและที่ไหนที่มีการต่อสู้ เด็กชายถาวรสู้อย่างสุดใจขาดดิ้น และสู้เพื่อชัยชนะเท่านั้น ไม่มีที่จะยอมพ่ายแพ้แก่อุปสรรคอย่างง่าย ๆ ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงไร จิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวมั่นคงเสมอ เรียกว่ามี เลือดนักสู้ อย่างฝังจิตฝังใจทีเดียว
บรรพชา หลังเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วก็ช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนาอยู่ต่อมาอีก ๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นั้น อายุได้ ๑๔ ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านปอแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีท่านเจ้าคุณพระราชธรรมานุวัตร (หลวงปู่อ่อน จกฺกธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) วัดประชานิยม อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอุปัชฌาย์
บรรพชา หลังเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ แล้วก็ช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนาอยู่ต่อมาอีก ๓ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ นั้น อายุได้ ๑๔ ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านปอแดง อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ มีท่านเจ้าคุณพระราชธรรมา นุวัตร (หลวงปู่อ่อน จกฺกธมฺโม) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ธรรมยุต) วัดประชานิยม อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอุปัชฌาย์
พรรษาแรก สามเณรถาวร ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงน้า ซึ่งเป็นพระน้องชายของโยมแม่ศรีทา นาชัยเพชร คือพระครูวิจิตรบุญญาภรณ์ (เคน จิตฺตปุญโญ) ที่วัดสำโรงยุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ พรรษาที่ ๒ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปอยู่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมสำหรับภิกษุสามเณรอย่างสำคัญ และเป็นที่อยู่จำพรรษาของเจ้าคณะจังหวัด (ธรรมยุต) ขณะนั้นด้วย คือ ท่านเจ้าคุณพระเทพเมธาจารย์ (ปัจจุบัน หลวงปู่ดำรงสมณศักด์เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่ พระอุดมญาณโมลี)
ที่วัดโพธิสมภรณ์นี้ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และปฏิบัติสมาธิภาวนาควบคู่กันไป
ขณะเดียวกัน ก็อยู่เป็นศิษย์ปรนนิบัติหลวงปู่พระเทพเมธาจารย์อย่างใกล้ชิด เป็นเวลาถึง ๖ ปี
อุปสมบท จากวัดโพธิสมภรณ์ สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร และในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับฉายาว่า จิตฺตถาวโร โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) ขณะดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระพรหมมุนี วัดราชผาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเทพมงคลปัญญาจารย์ วัดปทุมวนาราม เป็น พระกรรมวาจาจารย์ พระญาณรักขิต (สายหยุด ปัญญาสาโร) วัดปทุมวนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ปฏิบัติธรรม ขณะเป็นสามเณรนั่นทีเดียว สามเณรถาวร วงศ์มาลัย ได้มีความสนใจและมุ่งมั่นในการบำเพ็ญเพียรภาวนาแล้ว และ พระอาจารย์องค์แรกที่สอนการปฏิบัติให้ก็คือ พระอาจารย์ บุญเคน จิตฺตปุญฺโญ หรือหลวงน้าเคนนั่นเอง การสอนในครั้งแรกนั้น หลวงน้าสอนให้บริกรรมว่า พุท-โธ และสอนให้กำหนดสติในทุกอิริยาบท คืออิริยาบท ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น ให้มีสติกำกับอยู่ตลอดเวลา
บททดสอบ หลวงน้ารู้ว่า สามเณรหลานชายเป็นคนกลัวผี จึงให้สามเณรหลานชายไปอยู่ที่ป่าช้าเพียงลำพังคนเดียว ขณะที่มีการเผาศพอยู่ด้วยพอดี เพราะความที่สามเณรหลานชายนั้น มีทั้งความเคารพและความเกรงกลัวหลวงน้าเป็นอย่างยิ่ง เรียกว่ากลัวมากที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ จึงไม่อาจจะขัดขืนคำสั่งของหลวงน้าได้ กอปรกับความมี เลือดนักสู้ ในสายเลือดและในจิตวิญญาณอยู่ด้วย สามเณรถาวรจึงต้องอยู่ป่าช้าคนเดียว และต้องทำหน้าที่เผาศพไปด้วย
ขณะเผาศพอยู่นั้น ได้ถือไม้ไว้อันหนึ่งคอยเขี่ยชิ้นส่วนศพที่หลุดออกจากกองไฟ ให้กลับเข้าไปในกองไฟอีกที มีช่วงหนึ่งไส้ของศพได้ตกลงมากองอยู่ข้าง ๆ กองไฟ สามเณรก็รอดูว่า เมื่อไรหนอ ผีจึงจะออกมาช่วยเผาบ้าง คิดเช่นนี้ไปพลาง มือที่ถือไม้อยู่ ก็เขี่ยไส้ของศพไปพลาง เก็บโกยไส้ที่เรี่ยราดอยู่นั้นเข้ากองไฟเผาไป จนกระทั่งศพได้ถูกเผามอดไหม้ไปจนหมดในคืนนั้น
สามเณรก็ไม่ได้เห็นผีที่ไหนย่างกรายเข้ามาช่วยเผาเลยสักตนเดียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามเณรถาวรก็ไม่เคยหวาดกลัว ผีสาง หรือคลางแคลงใจในเรื่องผีอีกต่อไป ในที่สุดก็รู้แก่ใจว่า ตัวเองหลอกตัวเอง คือกลัวความคิดของตัวเองแท้ ๆ
จากปฐมเหตุดังว่านี้ ป่าช้าจึงเป็น แดนสัปปายะ ในการเจริญจิตภาวนาของสามเณรถาวรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบกาลปัจจุบัน
อุบายธรรม ปฏิปทา จริยาวัตร และอุบายธรรม สำหรับอบรมบ่มนิสัยของตนเอง ที่สามเณรถาวร พระมหาถาวร ตลอดจนถึงพระราชพิพัฒนาทร ได้รับเอามาเป็นเนติแบบแผนและถือปฏิบัติตามนั้น ล้วนแต่ได้รับจากสำนักของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติทั้งนั้น เช่น ได้ไปอยู่ปฏิบัติธรรมกับ
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย
การไปปฏิบัติธรรมกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ดังกล่าวเหล่านี้ แต่ละครั้ง ไม่ได้ใช้เวลาอยู่พักปฏิบัติธรรมนานนัก แต่จะไปบ่อย ๆ เดือนละหลาย ๆ ครั้ง เพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน วัดอยู่ใกล้ ๆ กัน ไปมาได้สะดวก
ขณะไปอยู่จำพรรษาที่วัดปทุมวนารามนั้น สามเณรถาวรก็ยังได้อยู่ปฏิบัติรับใช้ใกล้ชิดกับท่านเจ้าคุณพระราชมุนี (โฮม โสภโณ) ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนการปฏิบัติกัมมัฏฐาน และเป็นอาจารย์องค์สุดท้าย สถานที่ที่หลวงปู่โฮมพาไปอยู่ฝึกปฏิบัติบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นประจำ ก็คือ ป่าช้าวัดดอน เพราะในยามค่ำคืนช่วง ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา ป่าช้าวัดดอนเป็นสถานที่สงบวิเวกดี ไม่มีเสียงรถรารบกวน และผู้คนก็มีไม่มากนัก หลวงปู่ยังได้พาไปที่ป่าช้าชลบุรี และ ป่าช้าจังหวัดสระบุรี เป็นต้น อย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนั้น หลวงปู่โฮมยังได้พาศิษย์รักองค์นี้ ออกเดินธุดงค์ไปในภาคอีสานหลายจังหวัด โดยออกเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากวัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร รอนแรมผ่านป่าเขาลำเนาไพรไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็ปักกลดที่นั่น หรือถ้ามีวัดอยู่ใกล้กับสถานที่ที่เดินทางไปถึง ก็เข้าพักอาศัยตามวัด
นับตั้งแต่พรรษาที่ ๕ เรื่อยไป พระมหาถาวร ได้ทุ่มเทเวลา และชีวิตจิตใจให้กับการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างหนัก ชนิดที่ว่า วันหนึ่งจะต้องบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ได้ ๒๐ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย มีสติตามกำหนดรู้อารมณ์ที่เกิดกับจิตทุกขณะที่ตื่น จิตไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่าย และสงบเย็นเป็นสุขอยู่ในสมาธิตลอด
พรรษาที่ ๘ พระมหาถาวร ได้ตั้งปณิธานอธิษฐานจิตมอบกายถวายชีวิตบูชาพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ โดยขอตายในบรรพชิตเพศ จะไม่ยอมสละผ้าเหลืองโดยเด็ดขาด ถึงกับได้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า ชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ขอสึก แม้นจะต้องถูกตัดคอก็ยอมตาย
ในพรรษาที่ ๘ นี้ ท่านได้ตั้งจิตเป็นสัจกิริยา เพื่อบำเพ็ญเพียรขั้นอุกฤษฏ์ยิ่ง จุดประสงค์เพื่อปราบกิเลสให้ได้ ท่านจึงได้เดินธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมที่ ถ้ำสระแก้ว เขาฉกรรจ์ จังหวัดปราจีนบุรี (จ.สระแก้ว ในปัจจุบัน) และสัจกิริยาที่ได้ตั้งไว้นั้น คือ อธิษฐานใจในการ ๑. งดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน ๒. งดการพูดเป็นเวลา ๗ วัน ท่าน ได้ถือปฏิบัติสัจกิริยาข้อที่ ๑ ล่วงหน้ามาแล้ว ๒ วัน ก่อนการเดินทาง ส่วนสัจกิริยาข้อที่ ๒ คือการงดพูดนั้น ท่านได้เริ่มอธิษฐานจิตขณะเดินทางไปถึงบริเวณถ้ำสระแก้ว ตั้งแต่เวลา ๒๑.๓๐ น. ของวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓ สัจกิริยาทั้ง ๒ ข้อนี้ ท่านได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งถึงเวลา ๑๐.๐๐ น. ของวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๓ จึงปรากฏว่า ขณะไปปฏิบัติธรรมที่ถ้ำสระแก้วนั้น ท่านได้สมาทานงดอาหารเป็นเวลา ๙ วัน และสมาทานงดพูดเป็นเวลา ๗ วัน
ถ้ำสระแก้วนั้นอยู่ที่เขาฉกรรจ์ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดสระแก้ว หน้าถ้ำจะเป็นหน้าผาสูงชัน การที่จะขึ้นไปถึงถ้ำได้ จะต้องปีนป่ายก้อนหิน เกาะต้นไม้ขึ้นไป บางแห่งจะมีเถาวัลย์ให้โหน ลักษณะโหนพลิกตัวขึ้นไป จึงจะขึ้นถึงปากถ้ำได้ ถ้าจะให้สะดวกกว่าการป่ายปีนก้อนหิน ก็ต้องใช้บันไดเชือก หรือที่เรียกว่าบันไดลิง โดยการนำปลายเชือกคล้องเข้ากับชะง่อนหินข้างบนให้แน่นเสียก่อนแล้วจึงไต่บันไดลิงนั้นขึ้นไป ความสูงประมาณ ๓๐ ขั้น
ลักษณะถ้ำตอนหน้า มีลานหินกว้างพอประมาณ ถัดเข้าไป มีเวิ้งถ้ำคูหาเล็ก ๆ มีลมพัดเย็นสบาย ต่อจากนั้นเป็นที่สงบเงียบ เป็นสัปปายะ เหมาะสำหรับผู้ต้องการบำเพ็ญเพียรภาวนาอย่างแท้จริง
สระน้ำที่เรียกว่า สระแก้ว นั้น อยู่ชั้นล่าง มีทางเล็กๆ พอเดินลอดลงไปได้ทีละคน เมื่อถึงตรงนี้ ถ้ามองลงไปจะเห็นลักษณะเหมือนปากปล่อง อยู่ลึกลงไปมาก การลงไปให้ถึงพื้นถ้ำนั้นมีอยู่ทางเดียวคือ ต้องใช้บันไดลิงไต่ลงไปความสูงประมาณตึก ๔ ชั้น บริเวณภายในถ้ำกว้างขวาง จะมองเห็นเป็นหลืบเป็นช่องชั้นมากมาย ถ้าจะไปให้ถึงสระแก้วจริงๆ ต้องปีนขึ้นไปยังชั้นหินอีกชั้นหนึ่ง ตรงนั้นจะมีสระน้ำ ใสสะอาดขังอยู่เต็มตลอดทั้งปี ตรงนี้เรียก ถ้ำสระแก้ว
ตลอดเวลา ๗ วัน ที่พระมหาถาวรได้เร่งทำความเพียรอยู่ที่ถ้ำสระแก้วนั้นท่านต้องไต่ขึ้นไต่ลงในถ้ำ เพื่อล้างหน้าสรงน้ำ การขึ้น ๆ ลง ๆ ในที่เป็นทางสูงชันและต้องโหนตัวขึ้นลงเช่นนี้ มิใช่เป็นเรื่องที่สะดวกสบายเลย กระนั้น ท่านก็ได้ใช้ขันติความอดทนอดกลั้น พากเพียรพยายาม เพื่อถอดถอนและบั่นทอนกิเลสให้บรรเทาเบาบาง จนถึงความหมดสิ้นไปในที่สุด ไม่หมดสิ้นในภพนี้ก็ต้องให้หมดให้สิ้นในภพต่อไป
ผลที่เกิดจากการบำเพ็ญเพียรในครั้งนั้น ปรากฏดังที่ท่านได้บันทึกไว้ดังนี้ ได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้ เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น เกิดปีติเอิบอิ่ม จิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน เย็นสบาย จิตมีพลังอำนาจ
บารมีธรรมที่ปรากฏเด่นประจำลักษณะนิสัยจิตใจของท่าน ที่คณะศิษย์ต่างตระหนักและซาบซึ้งเป็นอย่างดี ก็คือ อธิษฐานบารมี สัจจะบารมี ขันติบารมี และเมตตาบารมี
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ท่านอธิษฐานจิตและตั้งสัจจะที่จะงดการนอนในพรรษานั้น ท่านก็ฝึกฝนความอดทน และรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตไว้ตลอดพรรษา คือ จะไม่ยอมเอนหลังลงแตะพื้นเลย หรือแม้เมื่อท่านได้อธิษฐานจิตที่จะงดฉันอาหาร ๓ วัน หรือ ๗ วัน อธิษฐานจิตที่จะงดพูดตามกำหนดวันที่ตั้งใจ หรืออธิษฐานจิตที่จะนั่งทั้งคืน เดินทั้งคืน เป็นต้น ท่านก็จะรักษาสัจจะที่ได้อธิษฐานจิตเอาไว้ได้อย่างเด็ดเดี่ยวมั่นคง โดยไม่ทำลายสัจจะเลยแม้แต่ครั้งเดียว กรณีตัวอย่างดังกล่าวเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า ท่านได้บำเพ็ญอธิษฐานบารมี สัจจะบารมี และขันติบารมีอย่างอุกฤษฏ์ยิ่ง
พระราชพิพัฒนาทร หรือ หลวงพ่อถาวร ของมวลศิษย์นั้น เป็นพระฝ่ายปฏิบัติที่สำคัญองค์หนึ่ง ซึ่งมีจิตเปี่ยมด้วยเมตตาต่อทุกคนที่สนใจใฝ่ธรรม ท่านจะเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม และนำประพฤติปฏิบัติด้วยความปิติยินดี ผู้เข้าไปฟังธรรมทุกท่าน จะรู้สึกซาบซึ้งถึงปฏิปทาอันงดงาม อากัปกิริยานุ่มนวล เรียบร้อย วาจาที่พูดไพเราะ เปี่ยมด้วยเมตตาตลอดเวลา
พระราชพิพัฒนาทรมีกระแสจิตที่มั่นคงเด็ดเดี่ยว แต่เอิบอิ่มเบิกบานด้วยเมตตาธรรม ใครก็ตามที่ได้เข้าไปอยู่เฉพาะหน้าและได้รับคำทักทายปราศรัย จิตใจจะพลอยเอิบอิ่มเบิกบานไปด้วย ท่านมีปณิธานมุ่งมั่นในอันที่จะเผยแผ่ธรรมสู่มวลพุทธศาสนิกชน เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้งในอรรถในธรรม นำไปพินิจพิจารณาและประพฤติปฏิบัติ ให้เกิดปัญญาเห็นจริงในสภาวะธรรมตามความเป็นจริง จนจิตค่อยๆ ปล่อยวาง ลด ละ เลิก ได้โดยลำดับ และผลที่จะเกิดติดตามมาก็คือ ความสงบสุขแห่งจิต นั่นคือความประสงค์และปณิธานอันมุ่งมั่นในการเผยแผ่ธรรม และในการนำญาติโยมที่ศรัทธาเลื่อมใสและลูกศิษย์ลูกหาทุกคน ประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังตลอดมาของ พระราชพิพัฒนาทร หรือ หลวงพ่อถาวร อันเป็นภาระหน้าที่หลักและสำคัญของท่าน ซึ่งภาระกิจอันนี้ ท่านได้เริ่มต้นกระทำและบำเพ็ญเรื่อยมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นสามเณร
ส่วนภาระกิจอื่นนอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการอุปถัมภ์อำนวยการ โครงการเมืองสหกรณ์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น ก็ถือเป็นภาระกิจ ภาระกิจเหล่านี้เกิดจากความเมตตาอันยิ่งใหญ่ ที่พระราชพิพัฒนาทร มีต่อผู้ยากไร้ และเกิดจากความตั้งใจที่จะฉลองพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงมีพระราชประสงค์ให้มีพัฒนาการด้านอาชีพ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ภาระกิจหลักของพระราชพิพัฒนาทร ก็คือ การเผยแผ่ธรรม และการนำประพฤติปฏิบัติธรรม อย่างต่อเนื่องเสมอมา โดยไม่มีว่างเว้น เมื่อท่านได้มอบกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว พระราชพิพัฒนาทรจึงได้ประกาศที่จะทำหน้าที่และปฏิบัติภาระกิจเหล่านี้ต่อไป
พุทธศาสนิกชนที่ไปฟังเทศน์และปฏิบัติธรรมเป็นประจำก็ดี ท่านที่ไปฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นครั้งคราวก็ดี ที่ศาลาพระราชศรัทธา วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร นั้น คงจะได้ตระหนักดีและมีความซาบซึ้งใจในการบำเพ็ญทานบารมีของพระราชพิพัฒนาทร กล่าวคือ พระราชพิพัฒนาทร ได้สั่งให้ตั้งโรงทานแจกจ่ายอาหารให้ผู้ไปปฏิบัติธรรมได้รับประทานกัน มีทั้งอาหารเช้าและอาหารเที่ยง นอกจากนั้นยังมีอาหารมื้อเย็นแจกจ่ายให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาทุกคนที่ปฏิบัติงานภายใต้ความอุปถัมภ์ของพระราชพิพัฒนาทรอีกด้วย แต่ละวันมีผู้ปฏิบัติธรรมและผู้ปฏิบัติงานรวมกันร่วมร้อยคนที่รับแจกทานจากโรงทานแห่งนี้
ส่วนวันสำคัญต่างๆ เช่น วันพระ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็จะมีผู้สนใจใฝ่บุญกุศล เข้าวัดฟังธรรมบำเพ็ญบุญเพิ่มขึ้นมากกว่าวันธรรมดาเป็นเท่าสองเท่าหรือหลายเท่าตัว นอกจากนั้น ยังมีกรณีพิเศษ เช่น มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชน เป็นต้น ที่สนใจในการปฏิบัติธรรม ก็จะติดต่อขอเข้ารับการอบรมฝึกปฏิบัติธรรมอยู่เป็นครั้งคราวเสมอมา พระราชพิพัฒนาทรก็จะสั่งให้เจ้าหน้าที่โรงทานจัดเตรียมข้าวปลาอาหาร เพื่อให้บริการแก่ผู้เข้ารับการอบรมฝึกปฏิบัติธรรมเหล่านั้นทุกครั้ง มิให้บกพร่องได้ นั่นคือ ทานบารมี ที่ พระราชพิพัฒนาทรบำเพ็ญอยู่เป็นประจำเสมอมา
********************
ปณิธาน ของหลวงพ่อถาวร จิตตถาวโร
ขอเชิญรับฟังและชมรายการของมูลนิธิศาลาพระราชศรัทธา มูลนิธิถาวรจิตตถาวโร-วงศ์มาลัย
รายการโทรทัศน์
1.รายการ เจริญธรรม ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 1 / 3 / 5 ของเดือน เวลา 09.00-09.30 น
2.รายการ เส้นทางสายธรรม ทางไทยทีวีโกบอลเน็ตเวิร์ค (TGN) ผ่านดาวเทียม 180 ประเทศ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.00-22.30 น และ 04.00-04.30 น
3.รายการ อาหารกาย อาหารใจ ทาง ไอทีวี ทุกวันอาทิตย์ เวลา 05.30-06.00 น
4.รายการ เส้นทางสายธรรม ทาง ETV สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ทุกวันเวลา 07.00-07.30 น ถ่ายทอดผ่าน UBC และเคเบิ้ลทีวีทั่วประเทศ
รายการวิทยุ
1.รายการ เจริญธรรม ทาง สถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท.เอฟเอ็ม 100.5 ทุกวันเวลา 02.00 - 04.44 น.
2. รายการ อาหารกาย อาหารใจ ทางสถานทีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พร้อมเครือข่ายทั่วประเทศ 54 สถานี ทุกวันเวลา 05.00-06.00 น