ข้าวเป็นพืชประเภทหญ้าที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็น อยู่ของมนุษย์มาก ทุกวันนี้คนเอเชียประมาณ 3,000 ล้านคน บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ถึงแม้ทุกทวีป (ยกเว้นทวีปแอน ตาร์กติกา) จะปลูกข้าวได้ แต่ประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตมรสุม ที่มีอากาศร้อนและความชื้นสูงเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การทำนา ข้าวมากที่สุด การที่ข้าวสามารถเจริญเติบโตในที่ที่มีความ แตกต่างทางภูมิศาสตร์มากเช่นนี้ เพราะข้าวปรับตัวได้ดี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบเห็นข้าวงอกงามในเนปาลซึ่ง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,000 เมตร หรือในทะเลทราย ของแอฟริกาที่ร้อนจัด และในบังคลาเทศที่มีน้ำท่วมเนืองๆ
นักประวัติศาสตร์รู้ว่าข้าวเข้ามาข้องเกี่ยวกับชีวิตของคนเอเชียนานนับพันปีแล้ว เพราะมีตำนานเล่าขานและประเพณีสืบทอดเกี่ยวกับข้าว มากมาย เช่นเทพนิยายฟิลิปปินส์เล่าว่ามีเทพองค์หนึ่งนาม Soro ต้องการจะสมรสกับหญิงสาวสวยชื่อ Filipino Alahar แต่นางต้อง การทดสอบความรักแท้ที่ Soro มีต่อนางก่อน จึงขอร้องให้ Soro ไปแสวงหาอาหารที่มีรสดีกว่าอาหารทุกชนิดที่นางเคยบริโภคมาให้ เทพ Soro ทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ แต่ไม่เป็นผล จึงจากนางไปโดยไม่หวนคืนกลับมาอีกเลย นางรู้สึกเสียใจมากจนหัวใจสลาย ต่อมาที่หลุมฝังศพของนางได้มีต้นข้าวงอกขึ้นมา
คนญี่ปุ่นมีเรื่องเล่าว่า ข้าวคือพืชทิพย์ที่นางฟ้า Ninigo-no-mikoto ประสงค์ให้จักรพรรดิญี่ปุ่นนำไปถวายเทพ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงมี ราชประเพณีที่เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง จักรพรรดิจะทรงนำต้นข้าวที่ปลูกในพระราชวังไปที่วัด Grand Shrines ในเมืองอิเซ เพื่อถวายเป็น เทพบูชา
คนไทยเราก็มีนิทานเล่าเกี่ยวกับข้าวเช่นกันว่า ผู้ที่บริโภคข้าวเป็นคนแรกคือพระฤาษี ซึ่งเมื่อได้เห็นต้นข้าว ก็เกิดความอยากรู้ว่าเมล็ดข้าว นั้นกินได้หรือไม่ จึงให้ทดลองให้นกกิน เมื่อพระฤาษีเห็นนกปลอดภัยดี ก็รู้ว่ามนุษย์สามารถบริโภคเมล็ดข้าวเป็นอาหารได้
นอกจากตำนานและนิทานเหล่านี้แล้ว นักมานุษยวิทยายังพบอีกว่า ประเพณีและความเชื่อของชนชาติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวมีมากมาย เช่นขาวเกาะเซลีเบสและสุลาเวสีของอินโดนีเซียเชื่อว่า ในพิธีสมรส หากเจ้าบ่าวไม่สามารถรับเมล็ดข้าวที่ถูกโยนใส่ วิญญาณของเขาจะ ออกจากร่างในอีกไม่นาน ในงานแต่งงานของชาวมาเลเซีย เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะป้อนเมล็ดข้าวให้กัน คนในชนบทของอินเดียวัดฐานะ ความร่ำรวยด้วยปริมาณข้าวที่มีในครอบครอง ส่วนในประเทศจีนนั้น
ข้าวมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่มากจนมีคำเปรียบเปรยว่า ข้าวมีความสำคัญ ต่อชีวิตยิ่งกว่าหยกหรือไขมุก เราจะเห็นความผูกพันนี้ในประเพณีต่างๆ ของชาวจีนตั้งแต่ประเพณีเกิดจนถึงประเพณีตาย เช่น เวลามีเด็ก เกิดใหม่ พ่อแม่ของทารกจะผัดข้าวใส่จานไม้นำไปแจกญาติมิตร เวลาเด็กมีอายุครบหนึ่งขวบ แม่ของเด็กจะบิข้าวเกรียบให้เด็กกินด้วยถือ เคล็ดว่า ข้าวเกรียบจะทำให้เด็กเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณความดีและมีอำนาจวาสนาสูง เวลาแต่งงานพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะทำขนมหวาน จากข้าวแจกเป็นของชำร่วย และทำขนมบัวลอยไว้รับรองแขก เพราะถือเป็นเคล็ดว่าจะทำให้ชีวิตของคู่บ่าวสาวราบรื่น ในงานศพเจ้าภาพ จะจัดข้าวและไข่เป็ดใส่จานพร้อมตะเกียบวางไว้ที่เท้าของผู้ตายเพื่อไม่ให้ผู้ตายอดอาหาร นอกจากนี้คนจีนยังมีวัฒนธรรมความเชื่ออีกว่า ไม่ควรที่ใครจะเคาะจานเปล่าเพราะจะทำให้ผู้ตายนั้นตกระกำลำบากเหมือนขอทานที่ส่งเสียงร้องขออาหารจากคนที่เดินผ่านไปมา หรือ เวลากินข้าวก็ไม่ควรทำตะเกียบตกโต๊ะ เคราะห์ร้ายจะมาเยือน และทุกคนควรกินข้าวให้หมดถ้วย เพราะคนที่กินข้าวเหลือจะเสี่ยงต่อการ ต้องแต่งงานกับคนที่ผิวหน้าขรุขระดังถ้วยที่มีเมล็ดข้าวติดค้าง เป็นต้น
นิทานและประเพณีที่มีข้าวมาเกี่ยวข้องมีหลากหลายเช่นนี้ นักโบราณคดีจึงได้ตั้งคำถามว่า มนุษย์รู้จักปลูกข้าวเป็นครั้งแรกตั้งแต่สมัยใด
ในปี 2539 S. Toyama แห่งมหาวิทยาลัย Kogakukan ในประเทศญี่ปุ่น ได้พบเมล็ดข้าวโบราณอันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า จีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักทำนาปลูกข้าวตามบริเวณลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนกลาง คือ ในมณฑล Hunan และ Hubei เมื่อ 11,500 ปีมาแล้ว จากจีน วัฒนธรรมข้าวได้แพร่สู่ดินแดนต่างๆ ของโลก เช่นปากีสถานเมื่อ 4,200 ปีก่อน และอินเดียเมื่อ 3,200 ปีก่อน ส่วนคนญี่ปุ่นเริ่ม รู้จักปลูกข้าวเมื่อ 4,000 ปีมาแล้ว และคนไทยก็รู้จักทำนาเมื่อประมาณ 5,000 ปีมานี้เอง
ณ วันนี้องค์การอาหารและเกษตร (FAO) ประมาณว่า 10% ของพื้นที่เกษตรกรรมที่โลกมี เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าว และประเทศที่ปลูก ข้าวมี 89 ประเทศ ชาวนา 55 ล้านทั่วโลกสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 530 ล้านตัน ประเทศที่ปลูกข้าวมากที่สุด 10 อันดับแรก คือ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ เวียดนาม ไทย พม่า ญี่ปุ่น บราซิล และฟิลิปปินส์ ส่วนประเทศที่ส่งข้าวเป็นสินค้าออกมากที่สุดสี่อันดับแรก คือ ไทย เวียดนาม ปากีสถาน และสหรัฐอเมริกา
สำหรับสถิติของประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 60 ล้านไร่ ส่งข้าวเป็นสินค้าออกได้ปีละประมาณ 4.5 ล้านตัน
ข้าว (Oryza sativa) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีลำต้นเป็นปล้อง ซึ่งมีทั้งพันธุ์ชวาที่ปล้องกลวงและตัน ใบมีลักษณะยาวรี ปลายแหลม ดอกมีสีน้ำตาลและออกเป็นช่อ ดอกเป็นประเภทสมบูรณ์เพศ เพราะมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน การผสมพันธุ์ส่วนใหญ่ จึงเป็นการผสมกันในตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแมลง รากต้นข้าวเป็นรากฝอย และต้นข้าวแต่ละต้นอาจมีหน่อได้ตั้งแต่ 5-15 หน่อ ซึ่งหน่อแต่ละหน่อจะให้รวงข้าวหนึ่งรวงโดยในแต่ละรวงจะมีเมล็ดตั้งแต่ 100-200 เมล็ด ข้าวที่โตเต็มที่จะสูงตั้งแต่ 1-2 เมตร
เมื่อถึงเวลาปลูกข้าวซึ่งเป็นช่วงที่ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล ชาวนาจะเริ่มไถดะก่อนโดยใช้วัวหรือควายเทียมเข้ากับคันไถ การไถดะนั้นก็เพื่อพลิก ดิน เอาหญ้าและวัชพืชต่างๆ ที่ขึ้นตามหน้าดินออก จากนั้นก็เป็นการไถแปร ซึ่งจะทำเพื่อให้ดินก้อนใหญ่ที่เกิดจากการไถดะแตกย่อยจนมี ขนาดเล็กเพื่อง่ายต่อการทำนาดำหรือนาหว่าน ถ้าเป็นกรณีนาหว่าน ชาวนาจะหว่านเมล็ดข้าวพันธุ์ที่คัดแล้วลงในนา แล้วรอให้ต้นข้าว เจริญเติบโตจนถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้ แต่วิธีนี้ผลิตผลจะน้อยเพราะวัชพืชจะแย่งอาหารจากต้นข้าวอ่อน ชาวนาจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าวัชพืชที่มี ราคาแพงซึ่งจะทำให้มีรายได้น้อยลง ด้วยเหตุนี้ชาวนาจึงนิยมทำนาดำโดยต้องรอให้ข้าวต้นเล็กๆ ที่เรียกว่า ต้นกล้า เติบโตพอสมควรก่อน แล้วจึงนำต้นกล้าไปปักดำในนาที่เตรียมไว้อย่างดีไม่มีวัชพืชใดๆ โดยการใช้นิ้วมือจับต้นกล้ากดปักลงในดินให้มีระยะห่างกันพอเหมาะ เพื่อให้ต้นข้าวเจริญงอกงามโดยไม่แย่งอาหารกัน หลังจากนั้นอีกประมาณห้าเดือน เมื่อข้าวสุก ชาวนาก็จะนัดกันลงแขกเกี่ยวข้าวในนา
จากนั้นข้าวที่เกี่ยวแล้วจะถูกนำมาวางรวมเป็นกองเพื่อมัดรวมกันเป็นฟ่อนใหญ่ ขนใส่เกวียนนำไปนวด ขณะที่นวดข้าวชาวนาจะใช้ไม้ไผ่ คอยสงฟาง คือยกรวงข้างที่เมล็ดยังติดอยู่ขึ้นมานวดเป็นระยะและเก็บรวงข้าวที่เมล็ดร่วงหลุดหมดแล้วออกไป จนในที่สุดก็จะเหลือแต่ กองเมล็ดข้าวมาฝัดให้ฟางข้าวและฝุ่นผงหลุดร่วงไปให้หมด เมื่อถึงขั้นนี้เมล็ดข้าวก็พร้อมสำหรับส่งโรงสี เพื่อขัดสีจนได้เมล็ดข้าวสีขาว
ข้าวมีคุณค่าทางโภชนาการและมีประโยชน์ทางอุตสาหกรรมมากมาย ฟางใช้เป็นเชื้อเพลิง ปูเตียง ปูคอกสัตว์ มุงหลังคา ทำเป็นเชือกถัก ทอเป็นของเล่นหรือเครื่องใช้ แกลบใช้เป็นเชื้อเพลิงและรองสินค้าที่แตกหักง่าย น้ำมันรำข้าวใช้ทำสบู่และผลิตภัณฑ์เสริมสวย ส่วนรำข้าว นั้นก็สามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ได้ ฯลฯ นักโภชนาการวิเคราะห์พบว่า ข้าวขาว 100 กรัม มีน้ำ 11.4 กรัม โปรตีน 7.3 กรัม ไขมัน 3.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 85.8 กรัม และมีเกลือแร่ เช่น โซเดียม 4 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 150 มิลลิกรัม แคลเซียม 51 มิลลิกรัม เหล็ก 0.5 มิลลิกรัม วิตามิน E และ B อย่างละ 0.41 มิลลิกรัม วิตามิน B2 0.02 มิลลิกรัม และ Folate 20 มิลลิกรัม ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อ เปรียบเทียบข้าวกับพืชเมล็ดชนิดอื่น ข้าวให้โปรตีนน้อยแต่ให้กรดอะมิโนมาก การมีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใย ทำให้ข้าวเป็นอาหารที่ดี ต่อสุขภาพ แต่คนที่กินแต่ข้าว ร่างกายจะขาดโปรตีน
สถิติที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า คนอินโดนีเซียกินข้าวโดยเฉลี่ย 400 กรัม/วัน คนไทยและเวียดนาม 300 กรัม/วัน คนญี่ปุ่น 100 กรัม/วัน คนอเมริกันนั้น 10 กิโลกรัม/ปี คนญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวันและจีนชอบข้าวที่มีแป้งน้อย คือ 10-18% ซึ่งทำให้ข้าวที่หุงนุ่มและ เหนียว แต่คนไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ชอบข้าวที่มีแป้งประมาณ 20-25% ส่วนคนอินเดีย ปากีสถาน และศรีลังกา ชอบข้าวที่มีแป้ง 25-30% ซึ่งข้าวลักษณะนี้จะแข็งและฟู และท้ายที่สุดคือ คนลาว ชอบข้าวที่มีแป้งน้อยเพียง 2% เท่านั้นเอง
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่า อะไรทำให้ข้าวมีกลิ่น สี และรสอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละชนิด ข้อสันนิษฐานหนึ่งก็คือ ชนิดของดิน ปริมาณฝนที่ตก ภูมิอากาศหรือพูดสั้นๆ ก็คือสภาพแวดล้อมทุกอย่างที่อยู่รอบตัวและในตัวต้นข้าวเอง
ปัจจุบันนี้จำนวนประชากรโลกกำลังเพิ่มปีละ 2% ดังนั้นถ้าโลกมีข้าวบริโภคไม่เพียงพอ ภาวะการขาดแคลนข้าวจะระบาดไปทั่ว เมื่อเหตุ ผลเป็นเช่นนี้ ในปี 2505 มูลนิธิ Ford และ Rockefeller จึงได้จัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute-IRRI) ขึ้นที่ Los Banos ใกล้กรุงมะนิลาในประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อวิจัยสร้างข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลิตผลสูง ลำต้นเตี้ยลงจาก 2 เมตร เหลือ 1 เมตร เพื่อเวลาข้าวออกรวง รวงข้าวที่หนักจะไม่ทำให้ลำต้นหัก ให้ข้าวลดระยะเวลาการเจริญเติบโตจาก 160 วันเป็น 120 วัน ซึ่งจะทำให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวได้สองสามครั้ง/ปี และข้าวพันธุ์ใหม่นี้ควรแข็งแรงพอที่จะต้านโรคและต่อสู้แมลงที่จะมา ทำร้ายมันได้ อีกทั้งต้องการน้ำน้อยและสามารถปลูกได้ง่ายรวมทั้งใช้ดินน้อยด้วย
ในความพยายามที่จะหา superrice หรือ super high-yielded rice ที่จะให้เมล็ดข้าวต้นละ 200-250 เมล็ด (ข้าวปัจจุบันมีเมล็ด ต้นละ 100-150 เมล็ด) IRRI คาดหวังว่าตัวเลขนี้คงจะทำให้มีผลิตผลข้าวเพิ่มขึ้น 50-60% ดังนั้นเทคโนโลยีชีวภาพการตัดต่อยีนและ การลดปริมาณยาฆ่าแมลง จะทำให้ข้าวพันธุ์ใหม่มีภูมิต้านทานโรคในตัวของมันและสามารถขึ้นได้ดีในทุกดินฟ้าอากาศโดยสภาพแวด ล้อมไม่เสียหาย แต่ IRRI จะประสบความสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์ของชาติต่างๆ ที่สนใจเรื่องข้าว โดยการ แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการกัน เช่น เมื่อหกปีก่อนนี้ K.L. Heong แห่ง IRRI เคยแสดงให้ชาวนาเวียดนามเห็นว่า หากลดการใช้ยาฆ่า แมลงลงครึ่งหนึ่ง ปริมาณข้าวที่ได้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถึงแม้ใบของต้นข้าวจะแหว่งไปเพราะถูกหนอนกอ แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดด สีน้ำตาล แมลงสิง เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้กล้า หนอนม้วนใบ และเพลี้ยจักจั่นสีเขียว กินถึง 50% แต่รวงข้าวก็ยังให้เมล็ดข้าวมากเหมือนเดิม นอกจากนี้ยาเหล่านี้ยังมีพิษของฟอสฟอรัสและ methylparathion มาก ซึ่งจะทำให้ดินในนาเสื่อมคุณภาพและเสียในที่สุด การลดการ ใช้ยาฆ่าแมลงลงได้จึงนับเป็นเรื่องดี
ส่วน P. Ronald แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Davis ก็ได้รายงานไว้ในวารสาร Science ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 ว่า เขาได้พบยีนชื่อ Xa 21 ที่สามารถปกป้องต้นข้าวไม่ให้เป็นโรคขอบใบแห้งได้ ซึ่งถ้าต้นข้าวเป็นโรคชนิดนี้ ผลิตผลจะลดลงถึง 50%
ณ วันนี้ ความพยายามที่จะสร้างพันธุ์ข้าวชนิดใหม่ก็ยังดำเนินอยู่และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ตระหนักว่า ความปรารถนานี้จะเป็นไปได้ก็ต่อ เมื่อเขาเข้าใจพันธุศาสตร์ของข้าวอย่างทะลุปรุโปร่งเท่านั้น นักชีววิทยาโมเลกุลจึงกำลังทำงานสองรูปแบบ คือวิเคราะห์ยีนของข้าวและ ดัดแปลงยีนเหล่านั้น
นักชีววิทยารู้ว่ามีโครโมโซม 24 ตัว และมียันประมาณ 4 หมื่นตัว ซึ่งนับว่าน้อยที่สุดในบรรดาข้าวทั้งหลาย และมีรหัสพันธุกรรม (genome) 42 x 108 คู่ bases ส่วน genome ของมนุษย์มีมากกว่าข้าวสามเท่า และ genome ของข้าวโพดมีมากกว่าข้าวหก เท่า ดังนั้นข้อมูล genome ของข้าว จึงอาจเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับข้าวประเภทอื่นๆ ได้
เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2544 P. Meldman แห่ง Myriad Genetics ที่ Salt Lake City ในรัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ได้แถลงว่า เขารู้รหัสพันธุกรรมของข้าวหมดสิ้นแล้ว แต่จะไม่เปิดเผยในอินเทอร์เน็ตหรือในวารสารวิชาการใดๆ เพราะต้องการเก็บข้อมูลข้าวเป็น ความลับทางวิชาการ นั่นก็หมายความว่า ประเทศใดที่ต้องการข้อมูลพันธุกรรมของข้าวเพื่อนำมาปรับปรุงพันธุ์ข้าวของตน ก็จะต้องซื้อ ข้อมูลจากบริษัท Myriad Genetics ด้วยเงินจำนวนมหาศาล แต่ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ ที่มีความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีชีวภาพ ต่างก็กำลังศึกษารหัสพันธุกรรมของข้าวที่ขึ้นในประเทศตน ซึ่งแตกต่างจากข้าวที่ Meldman ศึกษา เพื่อจะได้ ไม่ต้องซื้อข้อมูลจาก Myriad Genetics
ส่วนงานวิจัยด้านการดัดแปลงยีนของข้าวก็กำลังดำเนินอยู่เช่นกันเพราะถึงแม้ในระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมานี้ ชาวนาเอเชียผลิตข้าวได้มาก เป็นสองเท่า ซึ่งทำให้ไม่เกิดภาวะทุพภิกขภัย แต่ในอนาคตเมื่อจำนวนประชากรเพิ่ม เช่น ปากีสถาน ซึ่งมีพลเมืองเพิ่ม 2.8% ทุกปี ฟิลิปปินส์ 2.3% ต่อปี หากประเทศเหล่านี้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวได้ ภาวะการขาดอาหารก็จะเกิดอย่างไรไม่ต้องสงสัย ดังนั้นการปรับ ปรุงพันธุ์ข้าวโดยการตัดต่อยีนจึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อให้ข้าวมีภูมิต้านทานแมลงและวัชพืชผลที่ติดตามมาคือเกษตรกรใช้ยาฆ่า แมลงน้อยลง ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น และถ้าปัญหาการขาดน้ำจืดทวีความรุนแรง การตัดต่อยีนในข้าวก็คงต้องทำเพื่อให้ข้าวต้อง การน้ำน้อยลง และถ้านักวิทยาศาสตร์พบและดัดแปลงยีนของข้าวที่ทำให้มันสามารถออกดอกได้มากเมล็ดข้าวที่ได้ก็จะมาก หรือพบยีนที่ ทำให้มันออกดอกได้เร็ว ข้าวก็จะออกรวงเร็วด้วย หรือถ้าสอดใส่ยีนที่ทำให้ข้าวมีวิตามิน A เหล็ก และไอโอดีนมาก คนที่บริโภคข้าวนั้นก็ จะมีสุขภาพตาดีขึ้น และคนที่เป็นโรคโลหิตจางก็จะมีจำนวนน้อยลง เป็นต้น
สรุปว่า ข้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มานานนับพันปีแล้ว โดยชาวนาได้อุทิศกำลังกาย ความรัก ความเอาใจใส่ ปลูกข้าวมาอย่าง ต่อเนื่อง แต่มา ณ วันนี้ ลูกหลานชาวนากำลังคิดเลิกทำนา ดังนั้นเราจึงต้องหาทางทำให้อาชีพทำนาในอนาคต สบายและน่าสนใจ โดยใช้ เครื่องจักรปลูก เก็บเกี่ยว และดูแลรักษาข้าวให้มีการลงทุนน้อย แต่ได้ผลมากโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดปลอดภัย เพื่อคนทุกคนจะได้มีข้าวกิน และถ้าหากข้าวพันธุ์นี้มีจริง เทพ Soro ก็คงหวนกลับมานำข้าวที่ว่าไปให้ Filipino Alahar เพื่อขอแต่ง งานกับเธอเสียที*****